สวัสดีชาวโลก – -’

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น

Long time no see [好久不见]

 
          อากาศเย็นขึ้นเมื่อเทียบกับหลายเดือนก่อน–ใช่ แต่สำหรับกรุงเทพและปริมณฑล ความจริงที่ว่าอุณหภูมิมิใช่เครื่องบอกความผันเปลี่ยนของฤดูกาลนั้นยังคงยอกใจเราอยู่เสมอ ข้าพเจ้าถอนหายใจช้าๆด้วยหวังว่าจะมีกรุ่นควันลอยพวยออกจากปากเหมือนตอนที่อยู่บ้านบ้าง ดึกดื่นเช่นนี้หากเป็นเชียงใหม่อากาศคงเย็นจับใจ ไฟกลางคืนต้นสูงคงฉาบย้อมท้องถนนเป็นสีส้ม ฟุตบาทแถวบ้านแม้จะมีขี้หมาก็ยังน่าเดิน แต่แล้วเพ้อฝันของข้าพเจ้าก็แตกกระเจิงเมื่อเสียงเซ็งแซ่ของเพื่อนบ้านลอยมาเสียดหู หากพูดในภาษาหนัง ภาพปานกลางที่เห็นข้าพเจ้านั่งเปลี่ยวอยู่คนเดียวบนโต๊ะไม้จะตัดไปสู่ภาพไกล ทั่วทั้งเฟรมประกอบไปด้วยเหล่านักศึกษาที่ลงมาทำทีอ่านหนังสือเตรียมสอบ ขออนุญาตใช้คำว่าทำทีเพราะส่วนใหญ่ก็เห็นมานั่งเม้ากันเสียงดังเหมือนนกกระจิบ บางคนเอากีต้าร์มาเล่นแลร้องเพลงกันโหวกเหวกเสียงดัง(สงสัยจะสอบวิชาดนตรี) การระดมสมองนั้นช่วยถ่ายเทองค์ความรู้อย่างเท่าถึงกันก็จริง แต่กรณีนี้ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่าการอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียวในห้องอาจให้ประสิทธิผลกว่า  กิจกรรมติวหนังสือมาราธอนที่ว่านี้จะกินเวลาตั้งแต่หนึ่งทุ่มยิงยาวไปจนถึงเกือบตีห้า ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันหับประตูเข้าสู่โลกของตน ละแวกหอพักกลับคืนสู่ความสงัดอีกครั้ง แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมาเหล่านกกระจิบก็จะโผบินออกจากรังไปชื่นชมฟ้าใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย
 
หรือสิ่งเหล่านี้ต่างหากล่ะคือเครื่องบอกฤดูกาลที่แท้จริง
 
 
          หลายวันก่อนข้าพเจ้าได้มีโอกาสคุยโทรศัพท์กับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน แม้เราไม่สนิทกันมากนัก แต่เวลาสี่ปีสำหรับข้าพเจ้าแล้วถือว่าเพียงพอสำหรับการเรียนรู้ตัวตนของเพื่อนคนนี้ เขาเป็นคนดีและเก่ง ผู้คนทั่วไปมักจะชื่นชมเขาให้ข้าพเจ้าฟังอยู่เสมอ แต่ด้วยคนละเส้นทางชีวิต ทำให้ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสที่จะได้พบหรือแม้แต่จะนำเอาคำสรรเสริญชื่นชมเหล่านั้นไปฝากแก่เขา
 
"ฮัลโหล" น้ำเสียงจากปลายสายแจ่มชัด สมองข้าพเจ้าค่อยๆวาดใบหน้าหนึ่งขึ้นในอากาศ
"โห่ ไม่ได้คุยกะมึงเป็นชาติ ไง ซ้อมดึกอีกแล้วสิมึง" ส่งเสียงแหบพร่ากลับไป
 
"เป็นไงบ้างคุณวิดวิสิด"
"คุณกูก็สบายดี แล้วคุณมึงล่ะฮะ"
"เรื่อย ๆ มึง เล่นดนตรีเหมือนเดิม"
 
เพื่อนของข้าพเจ้าเป็นนักดนตรี จำได้แม่นว่าชีวิตมันผูกพันคลุกคลีมากับเสียงดนตรีมาแต่เด็ก หลายๆครั้งที่โทรคุยกันมักเป็นเวลาซ้อมดนตรีกับวงที่มันรัก แลหลายๆหนที่เสียงอึงอลจากเครื่องดนตรีกลั่นแกล้งก่อกวนเสียงสนทนาให้ขรุขระไม่ถนัดฟัง
 
"เออ ก็ได้ข่าวว่ามึงมีวง เนี่ยกูไปไหนมีแต่คนถามถึงมึงตลอดเลย ชื่นชมมึงจนกูพลอยดีใจไปด้วย"
มันหัวเราะแทนคำตอบ
"ยังไงก็ฝากขอบคุณพวกเค้าด้วย……แล้วมึงเป็นไงบ้าง"
"ชีวิตกูรื่นเริงบันเทิงมี เอ็นจอยกับการเรียน แอบงานเยอะนะ แต่พอเจอที่ตัวเองชอบ มันก็สนุก เค้าสอนไรมามันก็น่าสนใจไปหมด แล้วมึงล่ะ"
"ก็ไม่ดี ไม่แย่ น่าเบื่อบ้าง ..งานมันเยอะอะมึง"
"กูก็เหมือนกัน ต้องส่งงานตัวเองด้วย งานคณะด้วย เหนื่อยแต่มันก็คุ้มดี ปีหน้าจะจบแล้วก็ควรทำอะไรให้มันเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาบ้าง"
"เออ มันก็ไวเหมือนกันเนอะ ตอนเจอมึงครั้งแรกยังใส่ชุดนักเรียนกันอยู่เลย"
 
"ใช่ กูจำได้ละช่วงๆนี้แหละที่มึงดาวน์ๆลงไป หายหัวไปเลยนะมึงตอนนั้นน่ะ"
"…………………………"
ความเงียบทักทายในชั่วขณะ ข้าพเจ้าจินตนาการภาพจิตใจของเพื่อนปลายสายที่กำลังลองลอยออกจากร่างเขาไปสำรวจเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อน ความเงียบก่อตัวขึ้นยาวนาน ในที่สุดข้าพเจ้าตัดสินใจขับไล่มันด้วยคำถาม
 
"ได้ติดต่อกันมั่งป้ะ"
"ก็….บ้าง นานๆทีว่ะ แต่เหมือนมันก็สบายดี"
"แล้วมันคุยกะใครอยู่วะตอนนี้"
"กูไม่กล้าถามอ่ะ แต่เหมือนจะไม่มีนะ"
"อืมม… งั้น ถ้าสมมติว่ามันไม่มีใครจริง ๆ…"
ข้าพเจ้าทิ้งประโยคค้างไว้ นึกสนุกได้จึงแกล้งถามมัน
 
"แล้วมึงยังจะหวังอยู่มะ"
"เชี่ย มึงพูดเหมือนในรักแห่งสยามเลย" เขาหัวร่อเสียงดังทำเฉไฉ แต่ข้าพเจ้าหมายคำตอบ ในความเงียบข้าพเจ้าเชื่อว่าอึงอลเครื่องดนตรีในบริเวณของเขา กับเหล่านกกระจิบใต้หอข้าพเจ้ายังกังวาน แต่เวลานี้ที่ได้ยินชัดที่สุดกลับเป็นเสียงหายใจของเพื่อนที่เจือจางอยู่ในคลื่นโทรศัพท์ เขานิ่งไปนานจึงตอบ
 
"กูไม่หวังอะไรแล้ว เค้าจะมีใครก็ไม่เป็นไร กูเห็นเค้ามีความสุขกูก็แฮปปี้ พิช..กูโตขึ้นมากเลยเว่ย..ของอย่างงี้มันต้องใช้เวลาน่ะ ว่ามั้ย ?"
 
"อืม" ข้าพเจ้ารอให้เขาพูดต่อ
 
"กูใช้เวลา..ก็นานอยู่ แต่มันก็ทำให้กูเข้าใจอะไรหลายอย่าง แล้วก็มีความสุขกับมันได้"
"มึงคิดถึงมันมะ"
"คิดดิวะ เรื่องความคิดถึงคนเรามันคิดถึงกันได้อยู่แล้ว แต่ก็อย่างที่บอกแหละ เค้าโอเคกูก็มีความสุข เจอเรื่องอะไรก็มาเล่าให้กันฟัง กูก็โตไปด้วย เติบโตไปพร้อม ๆ กัน เรียนรู้ไปด้วยกัน"
"แล้วถ้าเกิดวันนึงมันมีใคร มึงจะ.."
"กูไม่เสียใจหรอกพิช ความรักคือการให้ ไม่ใช่ครอบครอง"
"เช้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด  คมว่ะ คม"
 
 
          แต่จะว่าไปที่มันพูดก็ถูกแท้ ความรักคือการให้ ไม่ใช่ครอบครอง หลายครั้งนักที่เราเจ็บปวดด้วยหลงสำคัญว่าเราเป็นเจ้าของมัน ทั้งที่แท้แล้วมันคือสิ่งสากล เป็นอิสระ แม้มองไม่เห็น แต่จับต้องสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ซึ่งจะกำนัลความสุขมายังผู้ให้และผู้รับ เมื่อเราสามารถหยิบยื่นให้ผู้ที่ควรค่าแก่มันภายใต้ขอบเขตและวิถีอันควรจะเป็น  เป็นเช่นนี้เสมอ..
 
แต่หากแม้นทำได้ง่ายดังว่าจริง หญิงบางคนคงไม่กินยานอนหลับเพราะคิดว่าผัวไม่รัก ชายคนนั้นคงไม่กระโจนตัวลงจากตึกสิบชั้นเพราะอกหัก ประเทศเราคงไม่แบ่งเป็นสี (อันหลังนี่เติมเอง อิอิ)
 
"ได้ยินอย่างนี้กูก็ดีใจกับมึงด้วยนะ" ข้าพเจ้ายิ้ม
 
จู่ๆเสียงเครื่องบราสส์ดังฉูดฉาดเล็ดรอดกลับคืนสู่หูโทรศัพท์ ฝูงนกกระจิบติวหนังสือส่งเสียงขับขานกันจ้อกแจ้กตามเดิม
 
"เฮ้ยๆ กูต้องซ้อมต่อละ เดี๋ยวไว้ว่ากัน ฝันดีนะ" มันทำท่าจะวางหูโทรศัพท์
"เฮ้ย เดี๋ยว ๆๆๆ "
"ว่า….?"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"เมอร์รี่คริสต์มาสล่วงหน้านะโว้ย …ไอ้มิว"
 
"เมอรี่คริสมาสต์เหมือนกันเพื่อน ..บาย"
 
 
          เวลาพัดพาความร้อน-หนาว สุข-ทุกข์ ดี-เลว ผ่านมาและผ่านไป แน่นอนว่าในทุกครั้งมันได้ทิ้งร่องรอยไว้ให้เราครุ่นคิดเสมอ แม้ในบางครั้งคิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่อย่างน้อยมันก็เป็นเสมือนเครื่องบอกฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง
 
นาทีนั้นข้าพเจ้าสัมผัสสายลมอ่อนพัดแผ่วมา…
 
 
 
 
อากาศเย็นขึ้นเมื่อเทียบกับหลายเดือนก่อน
 
 
 
 
 
ววส. ณ ปทุมธานี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หมายเหตุ : บทความนี้ มิได้หมายว่าผู้เขียนกำลังมีความรัก หรืออกหักแต่อย่างใด….โปรดอย่าตีความกันไปไกล
 
 
 
 
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 100 ความเห็น

ในโลกนี้..

          ในโลกนี้มีสิ่งหนึ่งที่แม้บางครั้งดูเหมือนจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่มันสามารถเติมพลังชีวิตให้คน
เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้ สิ่งที่ว่านี้ บางครั้งมาในรูปสิ่งของจับต้องได้ บางครั้งก็มาในถ้อยคำ
หรือบางครั้งมาจากการกระทำที่ไม่ต้องใช้ตาเห็น ไม่ต้องเงี่ยหูฟัง แต่เรารู้สึกและซาบซึ้งกับมันได้ 
ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม เราเรียกสิ่งนั้นว่า "กำลังใจ"
 
          ในโอกาสที่วงออกัสได้รับรางวัล ศิลปินหน้าใหม่ยอดนิยม 2009 จากงาน Channel[V] Music Video
Award 2009 ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง "กำลังใจ" ที่พวกเราดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับ จนถึงกับ
ตื่นเต้นเมื่อต้องขึ้นไปกล่าวความรู้สึกแบบฉับพลัน อารามดีใจและไม่ทันตั้งตัว จึงอาจกล่าวอะไร
ขาดตกบกพร่องไป โอกาสนี้จึงขออนุญาตกล่าวขอบคุณอีกครั้งนึงนะครับ
 
- อย่างแรกต้องขอขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ของพวกเราทุกคน ที่อบรมให้พวกเราเป็นคนดี และ
คอยให้กำลังใจพวกเราอยู่เสมอ นั่นเป็นกำลังใจแรก
 
- ขอขอบคุณกำลังใจ(และกำลังกายด้วย)จากทีมงานสหมงคลฟิล์ม พี่ ๆ ทุกคนที่คอยดูแลพวกเรา
อย่างอบอุ่น โดยเฉพาะพี่ใหม่ พี่เหมียว และที่สำคัญที่สุด พี่มะเดี่ยว
 
- ขอขอบคุณ Channel[V] อีกครั้ง ที่สนับสนุนผลงานของศิลปินมาตลอด ขอร่วมอวยพรวันเกิดและ..เราจะโตไปด้วยกันครับ
 
- และท้ายสุด ที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษ คือกำลังใจล้นหลามจากแฟนๆที่น่ารักทุกท่านทั้งชาวไทย
และต่างแดน ที่ติดตามความเคลื่อนไหวและผลงานของพวกเราตลอดมา สิ่งนี่เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่
ขับเคลื่อนพวกเรา และย้ำเตือนให้เราทำงานดี มีคุณภาพ ออกมาให้ได้ชื่นชมกันอยู่เสมอ และหวัง
เป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการต้อนรับที่ดีจากแฟนๆสำหรับผลงานชิ้นต่อๆไปที่กำลังจะมาถึง และอยู่
ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราจากนี้และตลอดไป
 
ด้วยความเคารพ รัก และขอบพระคุณจากใจ
 
วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล และชาวคณะออกัสทุกคน
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 100 ความเห็น

ข้อสงสัยเกี่ยวกับอาชีพที่น่าสนใจและคิดว่ามีที่เมืองไทยที่เดียว

 
1. ท่านชายทั้งหลายเวลาเข้าไปฉี่ห้องน้ำร้านอาหารแล้วมีพนักงานมานวดให้ เคยสงสัยบ้างหรือเปล่าว่าเค้าจะฉี่ในเวลางานได้มั้ย แล้วที่สำคัญตอนที่เค้ารีบเดินมานวดเรา เค้าล้างมือแล้วหรือยัง…?
 
2. นางรำแก้บนเค้าจะเบื่อหน่ายบ้างมั้ย ต้องรำวันละหลายสิบรอบ เค้าจะมีเปลี่ยนกะบ้างหรือเปล่า แล้วทวยเทพท่านจะรู้สึกอย่างไรเวลานางรำที่ร่ายรำทำหน้าเซ็งๆเหนื่อยหน่ายในอาชีพ ?
 
3. เหมือนข้อสอง พนักงานเอ็มเคจะเบื่อบ้างมั้ยที่ต้องเต้นทุกชั่วโมง อายหรือเปล่า แล้วจะมีใครที่อยากเป็นพนักงานเอ็มเคเพราะได้เต้นบ้างมั้ย (ถามเหมยมันบอกว่าอยาก) ตอนนี้คาร์ฟูก็มีเต้นเหมือนกัน เค้าเลียนแบบกันหรือเปล่า อย่างนี้ฟ้องได้มั้ย แล้วจะมีร้านไหนที่เต้นทุกชั่วโมงได้อีกบ้าง ?
 
4. เด็กปั๊มในชุดแมสค็อตเสือโบกธงยังมีอยู่อีกเหรอ เค้าจะร้อนมั้ย แล้วเค้าจะรู้หรือเปล่าว่าเราไม่เติมน้ำมันเพราะความสงสาร เราเติมน้ำมันเพราะน้ำมันหมด ?
 
5. ใครเป็นคนคิดทำตำรวจปลอมตั้งตามสี่แยก มันเป็นความคิดของใคร ถ้าให้เดามันได้รับแรงบันดาลใจจากหุ่นไล่กาใช่หรือไม่ ?
 
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร อยากให้ทุกคนจงตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
 
 
และอย่าลืมเป็นลูกที่ดีของแม่
 
สุขสันต์วันแม่ และ สวัสดี
 
 
ววส.
บนรถตู้ NGV
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 94 ความเห็น

บางคนรอโชคช่วยอำนวยสร้าง

 

     บางคนรอโชคช่วยอำนวยสร้าง
บางคนวางชีพไว้ในศักดิ์ศรี
บางหวังวาสนาบารมี
บางคนตียื้อแย่งขันแข่งไป

     บางคนเลือกวางใจในเปลือกนอก
ว่าจักบอกบ่งซึ้งซึ่งความหมาย
ฉันผ่านแล้วพบเล่าช่างเปล่าดาย
สุดฉวยฉาบอาบไว้ให้ชื่นตา

     บางคนใคร่ได้มาทุกสิ่งสรรพ
แต่ฉันกลับมิใคร่สิ่งใดหนา
หากสิ่งนั้นมิใช่ใครที่คอยมา
หากว่าฉันมิได้คว้ามาซึ่งเธอ
     บางคนวอนเพชรนิลจินดาดาษ
บางคนวาดไว้ทุกสิ่งยิ่งเสนอ
แต่ฉันเปล่าปราศสิ่งใดหากไร้เธอ
ทุกสิ่งสบพบเจอคงสิ้นกัน

     บางคนเฝ้าค้นหาธาราใส
ที่มั่นไว้ความเยาว์อ่อนห่อนแปรผัน
หรือเป็นดอกกุหลาบน้อยนับร้อยพัน
ที่ประกันรักแท้ว่าแน่จริง

     แม้ประเคนโลกทั้งใบมาในถาด
คงมิอาจช่วยอะไรให้ดียิ่ง
เมื่อไม่มีผู้ใดให้พักพิง
แลเอื้ออิงแอบไว้แต่ใจเรา

     บางคนใคร่ได้มาทุกสิ่งสรรพ
แต่ฉันกลับต้องการสิ่งใดเล่า
หากไม่มีเธอมาให้คว้าเอา
คงโดดเดี่ยวเปลี่ยวเปล่าเมื่อไร้เธอ
     บางคนเพ้อเพชรนิลจินดาดาษ
บางคนวาดไว้ทุกสิ่งยิ่งเสนอ
แต่ฉันคงไร้ค่าถ้าไร้เธอ
ทุกสิ่งสบพบเจอ  คงสิ้นกัน

 

แด่มนุษย์เราที่ไม่อาจดำรงอยู่ในโลกใบนี้เพียงคนเดียวได้

 

 

ววส.

( บันดาลใจจากเพลง If I ain’t got you – Alicia Keys )

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 100 ความเห็น

รวมพล คนเริงปาย

                   

                    เนื่องด้วยรัฐบาลประกาศให้วันที่ 4 พค เป็นวันหยุดราชการอีกหนึ่งวัน ทำให้คนทำงานมีวันหยุดติดกันถึงห้าวัน เหตุการณ์นี้นำพาข้าพเจ้าคืนสู่นครเชียงใหม่ไวกว่าที่คาด และเนื่องจากการกลับบ่อยครั้งในช่วงนี้ทำให้ข้าพเจ้ามักนึกถึงเพลงของพี่เบิร์ดที่ร้องว่า "กลับมาครั้งนี้ อะไรก็เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเพลงรึผู้คน…" อยากบอกพี่เบิร์ดว่าข้าพเจ้ารู้สึกไม่ต่างกัน กลับมาครั้งนี้ข้าพเจ้าจึงสร้างความต่างด้วยการหอบหิ้วรุ่นพี่แสนดีอย่างพี่แอร์มาร่วมบันเทิงด้วย ส่งผลให้แผนที่ว่าจะกลับมาเสพสื่อที่คั่งค้างอาทิ ภาพยนตร์ เพลง และหนังสือนั้นพินาศสิ้น แต่ไม่เป็นไรเพราะข้าพเจ้าได้เสพไปบ้างแล้ว และก็คงจะหาเวลาเสพต่อไปอีกเรื่อยๆตราบใดที่สื่อเหล่านั้นยังไม่ถูกมอดปลวกกัดกินหรือมีอันต้องบุบสลายไปเสียก่อน

                    เมื่อเท้าเหยียบย่างถึงพื้นกระเบื้องแห่งท่าอากาศยานเชียงใหม่ ข้าพเจ้าก็พบแม่โบกมืออยู่ไหวๆรอรับเราอยู่ พอถึงบ้านก็พบว่าแม่ได้จัดเตรียมขันโตกชุดใหญ่ไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่เผชิญสภาพเพื่อนฝูงของลูกถล่มบ้านมานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้แม่จึงเป็นมืออาชีพขึ้นมาก แม่เคยเปรยว่าจะให้ข้าพเจ้าเอากล้องอัดนางแล้วปั๊มเป็นวีซีดีสอนการตอนรับแขกข้านแขกเมืองแบบล้านนาสำหรับผู้เริ่มต้น เพื่อจำหน่ายให้ผู้สนใจได้ลองฝึกฝน ข้าพเจ้าได้แต่ถอนใจ ตอบเลี่ยงไปว่ารอให้แม่เทิร์นโปรกว่านี้ก่อนก็แล้วกัน ลืมเล่าไปว่าก่อนหน้านั้นหกชั่วโมง เติ้ลโทรศัพท์มาบอกว่าอยากไปปายจะไปไหม ข้าพเจ้าและแอรินเกือบจะตกลงในทันที ว่าแล้วก็ทำรีเสิร์ชหาข้อมูลต่างๆ ทั้งเส้นทางการเดินรถ เบอร์โทรที่พัก จุดที่น่าสนใจไปเยือน เสร็จแล้วพริ้นท์เก็บไว้ เราเดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนเวลาประมาณสามชั่วโมงเพื่อส่งพี่นุ้ย พี่สาวแสนสวยของเราที่จะโบยบินไปศึกษาต่อที่อังกฤษ หวังว่าตอนนี้พี่นุ้ยจะถึงลอนดอนอย่างปลอดภัย

                    สิบโมงเช้าของวันอาทิตย์อันร้อนแรง เราออกเดินทางด้วยรถของเติ้ลมุ่งหน้าสู่ปาย ก่อนไปแม่ฝากขนมชั้นและลูกชุบให้ไปกินรองท้องในรถ ลูกชุบที่แม่ซื้อมาจากตลาดนั้นคนทำหัวครีเอทมีความคิดสร้างสรรค์ดีมาก เพราะลูกชุบเจ้าที่ซื้อมาในวันนี้เป็นหมดสัตว์น้ำ เราทั้งสามจึงได้รับประทานลูกชุบรูปม้าน้ำเป็นครั้งแรกในชีวิต จุดหมายหลักของเติ้ลสำหรับการไปปายครั้งนี้ คือการได้ร่วมแจมกับวงดนตรีที่ผับบลูส์เลื่องชื่อของเมืองปาย ข้าพเจ้าชื่นชมในความพยายามของเติ้ล คราวนี้แต่ละคนเริ่มพูดกันถึงกิจกรรมที่ตนจะทำเมื่อไปถึงที่ปาย ยอมรับว่าเรามีภาพปายอยู่ในหัวพอสมควร เพียงแต่เราไม่อยากจินตนาการให้เกินความเป็นจริงจึงคิดว่า รอดูด้วยตาตัวเองดีกว่า ไว้เดี๋ยวไปถึงก็รู้

                    เพื่อไม่ให้ง่วงและหลับไปข้าพเจ้ากับพี่แอร์ช่วยกันนับโค้งว่ามีเท่าไหร่ สุดท้ายเกือบทะเลาะกัน เพราะนับแล้วไม่เท่า ในที่สุดเราก็ถึงปาย ระหว่างทางข้าพเจ้าพบว่าลืมเอาข้อมูลท่องเที่ยวที่เสิร์ชไว้มาด้วย ฉิบหายมาก เราจึงออกลุยขับวนหาที่พัก และนี่คือจุดเริ่มต้นของความบันเทิงในปาย…

                    จากคำแนะนำของเหมย เหมยบอกว่าแรกสุดมึงต้องหาแลนด์มาร์คของที่นี่ให้ได้ก่อนซักหนึ่งอย่าง จะได้รู้พิกัดและแนะนำได้ โชคดีที่เราอยู่กันตรงที่ว่าการอำเภอ เหมยจึงเริ่มบอกว่าตรงไหนเปนตรงไหน เราพบว่าปัญหาของเราไม่ได้อยู่ที่หาที่พักไม่ได้ แต่คือเอาที่ไหนดี ประชุมเสร็จแล้วได้ความว่าเราจะพักในที่ๆไกลออกไป เราขับขึ้นไปบนดอยเลือกที่พักกันอย่างบันเทิงมาก และแล้วเราลงเอยที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งที่เงียบสงบไม่รู้เงียบสงบอยู่แล้วหรือเป็นโลว์ซีซั่น แต่ที่แน่ๆพี่ที่นี่ใจดีมากลดให้ อย่างแรงงงงงงงงงงงงงงงงงงง.งูหมดโลก

                    หิวกันมาก เราซิ่งเข้าเมืองปายกินก๋วยเตี๋ยวง่ายๆ เติ้ลบ่นอุบว่ามึงมาปายทำไมกินก๋วยเตี๋ยววะ จึงสวนกลับว่าแล้วมาปายต้องกินอะไรวะ เติ้ลตอบไม่ได้จึงเคี้ยวผัดซีอิ๊วเสียงดังกลบเขิน เราเล็งเห็นว่าบ้านเมืองปายนั้นไม่เหมาะแก่การสัญจรโดยรถยนต์ เราจึงจอดรถทิ้งไว้ข้างโบสถ์แล้วเดินไปเช่าจักรยานยนต์ที่ร้านอ๊ะหยา(aYa) อันมีโลโก้รูปภูเขาสามลูกแลแม่น้ำปายพาดผ่านเป็นที่น่าจดจำ เหมยแนะนำร้านนี้พร้อมเล่าว่าอ๊ะหยาเป็นชาวเขา(กูว่ามึงมั่วแน่)ที่ทำร้านเช่าจักรยานยนต์อย่างเป็นระบบมาก ไม่เพียงเท่านั้นอ๊ะหยายังมีรถตู้พาไปเที่ยวที่ต่างๆ รวมทั้งกลับเชียงใหม่ด้วย เมื่อไปถึงร้านเราพบว่าร้านของอ๊ะหยาเป็นระบบจริง ๆ แต่ชาติกำเนิดของอ๊ะหยาจะเป็นชาวเขาอย่างที่เหมยพูดหรือไม่นั้น ยังคงเป็นความลับ…

                    เราขับรถชมเมืองปายอย่างสนุกสนาน ภายในสิบนาทีเราวนจนรอบเมืองปาย เลยขี่รถขึ้นไปตรงหมู่ บ้านสันติชล หรือหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน เราขี่ไปจนพบหินยักษ์มีรูปปั้นมังกร ดีใจมากที่ขี่มาถึง เลยขับเข้าไปในหมู่บ้าน ค้นหาสุดยอดขาหมูที่เติ้ลบอกว่าเปนที่ร่ำลือถึงความอร่อย เราขี่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านบ้านชาวจีน ขี่ไปซักพักชักสูงชันขึ้นเรื่อย ๆ สองข้างทางเราเป็นสวนลิ้นจี่ มีชาวจีนออกมาหน้าบ้านยืนมองเรา ข้าพเจ้าดีใจที่เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีนยูนนาน แต่วินาทีถัดมาข้าพเจ้ามั่นใจว่าเห็น เครื่องหมายคำถามในตาของเหล่าชาวบ้าน โทรถามเหมย เหมยบอกมึงไปไกลเกินละ ขาหมูอยู่ตรงปากทางหมู่บ้านว้อยย ข้าพเจ้าจึงเลี้ยวรถกลับและความบันเทิงอีกอย่างหนึ่งคือ การพารถป๊อบไอคอนคันน้อยดิ่งลงเขาเพราะว่ามันหวาดเสียวจริง ๆๆ เมื่อไปถึงร้านเจ้ชาวยูนนานส่ายหน้าบอกขาหมูหมดแล้วค่า เราจึงกินเห็ดผัดน้ำมันหอยกับหมั่นโถวแก้เจื่อน ข้างๆนั้นมีชิงช้าของขาวยูนนานหน้าตาเหมือนชิงช้าสวรรค์น่าสนใจมาก มีคนมาช่วยกันโล้หมุนหน้าหลังไปมา ใครที่ชอบx-tremeควรมา สัมผัสกับเครื่องเล่นนี้ แต่แนะนำว่าควรเซฟตัวเองด้วย เดี๋ยวตก และอย่ากินขาหมูแล้วไปเล่น เพราะอาจทำให้ท่านอาเจียนใส่หัวคนข้างล่างได้

                    มืดค่ำเราเดินเล่นชมความสวยงามของถนนคนปาย ซื้อของที่ระลึกฝากผองเพื่อน ยืนชมการแสดง ดนตรีบลูส์ที่เติ้ลโปรดปราน สองทุ่มเราไปที่ผับบลูส์อันเป็นจุดหมายของเติ้ล เติ้ลยืนคุยกับพี่เจ้าของร้าน ส่วนเรานั่งกินข้าวกันตรงร้านตามสั่งแถวนั้น ที่ร้านฉายหนังเรื่อง Mission to Mars ตอนที่ หย่อนก้นลงนั่งหนังฉายไปได้เกือบครึ่งเรื่องแล้วเราเลยดูไม่รู้เรื่อง ไม่นานเราเข้าไปนั่งในร้าน ที่่นั่นทำให้เราได้พบกับลิลลี่ สาวเยอรมันที่พูดไทยคล่องมากกกก และน่าทึ่งที่เธออยู่เมืองไทยมาเพียงสามปีเท่านั้น นั่นแปลว่าเธอต้องเก่งมาก ระหว่างที่นักดนตรีเซ็ตเครื่องเราทั้งสามอภิปรายกัน ว่าถ้าเราไปอยู่เมืองนอกภายในสามปีจะพูดภาษาเค้าคล่องไหม ข้อสรุปที่ได้คือไม่ เราจะตายตั้งแต่สามเดือนแรกเพราะเราสื่อสารกับใครไม่ได้เลย ชวนให้นึกย้อนไปถึงตอนที่ดู Mission to Mars เมื่อกี้มาก บางทีเราอาจดูไม่รู้เรื่องเพราะฟังภาษาอังกฤษไม่เข้าใจก็ได้ ข้อนี้พี่แอร์บอกเห็นด้วยมาก เรานั่งฟังดนตรีบลูส์อย่างมีความสุข และเติ้ลก็ได้ขึ้นไปแจมตามความฝัน จุดนี้ขอข้ามไปก็แล้วกันเพราะเดี๋ยวจะยาว

                    เมืองปายระหว่างทางกลับสู่ที่พักยามดึกนั้นดูเงียบมาก สงสัยเหลือเกินว่าผู้คนเมื่อตอนกลางวันหายไปไหนกันหมด กลับถึงที่พักเรานั่งคุยกันริมแม่น้ำปาย อภิปรายกันถึงความสนุกของการเดินทางในครั้งนี้ การหลงทาง การค้นหา การค้นพบ การได้เห็นชีวิตที่น้อยโอกาสนักจะได้พบพาน แม้จะเป็นการมาเที่ยวเพียงเวลาหนึ่งคืนแต่เรากลับรู้สึกว่านี่คือการพักผ่อนที่แท้

                    บ่ายคล้อยของวันรุ่งขึ้นที่เราพยายามยืนยันว่าเป็นตอนเช้า ข้าพเจ้าถูกเสียงน้ำสาดซัดซ่าเคล้ากับเสียงหัวร่อระริกของหมู่หญิงชายปลุกให้ตื่นจากหลับ มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกับช้างสาวกำลังเล่นน้ำปายกันอย่างสนุกสนาน อดอิจฉาพวกเขาไม่ได้และมั่นใจว่าหากมีเวลาและได้มาปายอีกครั้งเราจะไม่ลืมที่จะร่วมกิจกรรมนี้ เราบอกลาที่พักแสนสวยและจากไปพร้อมกับฝนพรำๆในเวลาบ่ายสอง มุ่งสู่หมู่บ้านยูนนานอีกครั้ง ในครั้งนี้เราได้บริโภคขาหมู หมั่นโถวทอด และอาหารมากมายสมใจอยาก อิ่มแล้วเราหย่อนก้นลงนั่งที่ร้านกาแฟที่ได้รับคำแนะนำให้มาลอง ชักภาพสองสามแชะแล้วก็ขึ้นรถยิงยาวสู่นครเชียงใหม่อันแสนคึกครื้น ระหว่างทางเราทั้งสามเก็บรวบรวมภาพความสงบของปายไว้ในทรงจำและตั้งใจว่าจะไปเยือนอีกบ้างเป็นครั้งคราว อย่าให้บ่อยนัก เพื่อรักษาความเป็นปายอันสุขสงบไว้สืบไป ข้าพเจ้าเปิดหน้าต่างยื่นหน้าออกนอกรถเพื่อทักทายลมเย็นหลังฝน เราขับรถกลับขึ้นไปตามทางบนภูเขามองเห็นเมืองปายเป็นผืนแผ่นเล็กๆอยู่เบื้องล่าง วิทยุกำลังเปิดเพลงเพราะฟังสบาย ข้าพเจ้าบอกลาปายเบาๆก่อนจะเอนเบาะลงและผล็อยหลับไป..

 

 

 

 

 

                    และโอกาสนี้ข้าพเจ้าต้องกราบขออภัยทุกท่านที่เล่าภาพความน่ารักของปายได้เพียงตัวหนังสือ ไม่มีภาพถ่ายมาประกอบ เพราะข้าพเจ้าคิดว่าภาพเหล่านั้นท่านควรดูด้วยตาตัวเองดีกว่า…

 

 

…ไว้เดี๋ยวไปถึงก็รู้ ;-)

 

ด้วยรัก (แห่งปาย)

วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

ณ กรุงเทพมหานคร

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 100 ความเห็น

ก็มันว่าง

ปิดเทอมทำอะไร?

          น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่เข้ามาเป็นentryในชาร์ตของสัปดาห์นี้ ปิดเทอมปีนี้ทำอะไร

ตอบได้หลากหลายมาก ตั้งแต่ทำโน่นทำนี่ไปจนถึงไม่ทำอะไร ส่วนข้าพเจ้าจะตอบว่า "ก็คงใช้ชีวิต

ช้าๆ" ตอบเท่ๆให้เพื่อนมันหมั่นไส้เล่นแล้วจากไป ความจริงแล้วข้าพเจ้าเองก็ยังไม่ได้วางแผนใดไว้

ในระยะนี้ แต่ที่แน่ ๆ ในช่วงปิดเทอมข้าพเจ้าจะต้องกระทำในสิ่งดังต่อไปนี้

 

1.กลับบ้าน

          สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่นึกถึงไม่เสื่อมคลาย วันก่อนมารดาโทรมากรี๊ดๆๆก็นึกว่าถูกหวย แม่บอก

ไม่ใช่ย่ะชั้นให้คนมาdecorateบ้านตอนนี้สวยงามน่าอยู่เป็นที่สุด ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะพักหลัง

เห็นท่านชอบซื้อหนังสือจำพวก room ,ELLE decor มากองสุมไว้ในห้อง ถามแม่ตกแต่งอะไรบ้าง

สวยมั้ย แม่ตอบว่า

"ก็มีเปลี่ยนสังกะสีตรงที่มันรั่ว แล้วก็เทปูนตรงพื้นหลังบ้าน ย้ายกรงหมาไปไว้ข้างๆ เปลี่ยนไฟโรงรถ

ฯลฯ"

          เอ่อ แม่ อย่างงั้นเค้าเรียกว่าซ่อมบ้าน นิตยสารไม่ต้องซื้อก็ได้ แล้วก็เลยไปถามถึงเรื่องหมา

ว่าเป็นไงบ้าง แม่เล่าว่าช่วงนี้อากาศร้อน มอมหงุดหงิดมาก วันก่อนกลับจากทำงานมาเจอมันกำลัง

ฟัดเหวี่ยงกะไอ้ลาย แมวขโมยบ้านข้างๆ ปกติไอ้ลายมักเป็นที่รังเกียจของคนละแวกนั้นเพราะมัน

ชอบคุ้ยของ ขโมยอาหาร ขี้ เยี่ยว อ้วก เรี่ยราดส่งกลิ่นปวดประสาท แต่พอได้เห็นสภาพอันสะบัก

สะบอมหลังจากถูกพยัคฆ์ร้ายของบ้านข้าพเจ้าปราบ มันก็ปวกเปียกร่อแร่ คอเป็นแผลเหวอะวิ่น

หายใจรวยรินน่าเวทนา แม่บอกแอบน้ำตาคลอในขณะที่เฝ้าดูวาระสุดท้ายก่อนมันสิ้นลม ร่ำไห้ไป

กับแม่อยู่พักนึงก่อนจะเอะใจ ถามแม่ว่า "แล้วทำไมแม่ไม่รีบพามันไปหาหมอ มัวดูอยู่ทำไม?" แม่

หยุดสะอื้นแล้วตอบว่า "เออ…นั่นสินะ"

จึงคิดว่าควรกลับบ้านจริง เพราะดูจากอาการแล้วน่าเป็นห่วงทั้งคู่

 

2. ส.เสพสื่อ

          อาจเป็น ส.ที่6 ต่อจาก สะสาง สะอาด สะดวก สุขลักษณะ และ สร้างนิสัย ที่ถูกปลูกฝังมา

แต่อนุบาล เสพสื่อที่ว่านี้ ต้องขอเล่าย้อนไปเมื่อครั้งพ.ศ. 2549 ข้าพเจ้าและเพื่อนๆกระดี๊กระด๊าวิ่ง

เล่นอยู่ ณ ศูนย์สิริกิติ์ ในงานมหกรรมสัปดาห์หนังสือ ที่จัดขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปีนั้น ข้าพเจ้าก็แวะเวียนไป

เลือกซื้อเลือกชมหนังสืออยู่เรื่อยมา เมื่อเลือกซื้อเสร็จข้าพเจ้าก็กลับห้องล้มตัวนอนข้างถุงหนังสือ

ใบยักษ์ด้วยใจเป็นสุขว่า เรามีคลังความรู้อยู่กับตัว

จากวันนั้นถึงวันนี้ หนังสือกองนั้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิม วันนี้ข้าพเจ้าจึงได้เรียนรู้อีกสิ่งหนึ่ง ที่จะนำไป

เพิ่มใน 20 สิ่งที่วิชญ์วิสิฐเรียนรู้แล้วว่า

 

"ของบางอย่างมีเงินซื้ออย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเวลาด้วย"

 

          ข้อคิดนี้สามารถนำไปใช้ได้กับ กองCDเพลงในตู้ และภูเขาDVDที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง

เช่นกัน ดังนั้นปิดเทอมนี้เล็งเห็นแล้วว่า จะใช้เวลาอ่านหนังสือที่ซื้อมา ดูหนังฟังเพลงที่สั่งสมไว้ คิด

ว่าคงทำได้ไม่หมดหรอกแต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ลดลงไปบ้าง คราวหน้าเราจะมาลุ้นกันว่าหนังสือเล่ม

ไหน เพลงของใคร และหนังเรื่องอะไรจะถูกหยิบมารับชมรับฟัง โปรดติดตามว่าใครจะได้เข้าชิง

 

3.เขียนเพลงใหม่ๆ

          ที่ผ่านมาเจออะไรมากมาย มีไอเดียอยากจะเขียนเพียบ ตอนนี้เริ่มว่างแล้ว มีโอกาสอยู่นิ่งๆ

กับตัวเองมากขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเอาเวลามาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆเพื่อมอบความสุขแก่

มนุษยชาติ โปรดติดตามและเฝ้านระวังอยู่เสมอ

 

4.ออกไปพบสิ่งใหม่

          เช่น ออกไปเที่ยว ไปต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ ไปเข้าค่าย งานบวช ยกช่อฟ้า ฝังลูกนิมิต ตอน

นี้ใครชวนไปไหนไปหมด ยิ่งช่วงนี้เพื่อนๆเริ่มออกจาริกแสวงบุญไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุกันใหญ่

เดี๋ยวต้องไปร่วมงานมากมาย นับเป็นโอกาสดีที่จะได้เจอเพื่อน ๆ ด้วย เพราะว่าไม่ค่อยได้เจอกัน

เท่าไรนัก จนเพื่อนๆเริ่มถามหากันแล้ว เยอะพอๆกับที่คนถามหาว่าเมื่อไหร่จะอัพสเปศ รับทราบแล้ว

จ้า จะพยายามมาอัพอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าคาดหวังในเรื่องของสาระนะ หากต้องการสาระเชิญที่

en.wikipedia.org

 

5.ฯลฯ
          ไม่รู้จะอัพอะไรแล้ว ช่วงนี้อากาศร้อนสลับกับฝนตก ยังไงดูแลสุขภาพด้วย เตรียมตัวให้

พร้อมจะได้สนุกกับสงกรานต์ที่จะมาถึงนะครับ

 

 

แล้วเจอกัน

 

วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

ณ แฟล็ตปลาทอง

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 100 ความเห็น